ทุกวันนี้เรายังเป็นแบบนี้อยู่หรือ.....?
จากที่ทุกท่านได้ชมคลิปวิดีโอนี้แล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง...ครับ
ทุกท่านได้คิดเหมือนกับผมในตอนแรกๆ หรือป่าวครับ ว่า ทุกวันนี้เราถูกออกแบบ ถูกสร้าง ถูกจำกัดความฝันของเราไว้มากน้อยเพียงใด ในสมัยที่เรายังเด็กๆ เป็นไปได้มากแค่ไหนครับ ที่จะมีคนประสบความสำเร็จมุ่งสู่จุดหมายตามความฝันที่ได้ตั้งใจไว้ เราคือคนกลุ่มนั้นหรือปล่าว ครับ......
ACTIVE INCOME VS PASSIVE INCOME
จากที่ทุกท่านได้ชมคลิปไปแล้ว น่าจะเข้าใจความหมายของทั้งสอง คำนี้ดีนะครับ...
ผมเชื่อว่าคนส่วนมากน่าจะอยู่ทางฝั่งซ้าย ( ACTIVE INCOME ) กันใช่ไหมครับ ส่วนสาเหตุนั้นผมไม่ขอระบุ ละกันนะครับเชื่อว่าทุกท่านคงทราบๆกันดี จากตัวท่านเองอยู่แล้วว่าเกิดจากอะไร...?
แต่วันนี้ผมขอพูดถึงเรื่อง "ทำยังไงถึงจะข้ามมาฝั่งขวา ( PASSIVE INCOME )"...
สิ่งแรกที่ผมอยากจะแชร์ประสบการณ์ของผมเอง ซึ่ง น่าจะเป็นเรื่องของ "แนวความคิด"
แนวความคิด สำคัญกับชีวิตของเราอย่างไรครับ แน่นอนว่าสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะถ้าเกิดว่าเราใช้ชีวิตโดยผ่านไปวันๆ ไม่ได้คิดถึงวันข้างหน้า คงจะหาความแน่นอน ของชีวิตเราเองไม่ได้ใช่ไหมครับ..?
นี่แหละครับ ปัจจัยสำคัญเลย ที่ทำให้เราถูกจำกัดความสามารถของเราเอง โดยมีแนวคิดที่เหมือนๆกัน ไม่กล้าออกจากกรอบ กลุ่มแรกที่จะพูดถึงคือกลุ่ม E (Employee) ซึ่งต้องการแต่ความมั่นคง จากงานประจำ ทุกเดือน รอคอยแต่ความหวังว่าเมื่อไหร่ จะถึงสิ้นเดือน สักที...! (ไม่ได้เจตนาจะดูถูกมนุษย์เงินเดือนนะครับ)ใช้ชีวิตผ่านไปเดือน ต่อ เดือน ผ่านไป เป็นปี โดยที่ทำงานให้กับบริษัท ให้กับเจ้านาย แต่สิ่งที่ทำลงไปนั้น ไม่สามารถเป็นมรดกตกทอดเป็นของเราได้เลยส่งต่อให้ลูกหลานของเราก็ไม่ได้ .... พอเบื่อจากที่เก่า ก็เปลี่ยนที่ทำงานใหม่ เป็นแบบนี้ จนกว่าจะถูกใจ ทำงานต่อไปจนกว่าตัวเองจะเกษียณ เป็นเหมือนกับ วัฐจักร ของชีวิต วันหยุด วันพักผ่อนก็ไม่ค่อยจะมี ได้หยุดที ต้องแย่งกันกินแย่งกันเที่ยว บางที(สมมุตินะครับ)เกิดอุบัติเหตุไปทำงานไม่ได้เป็นเดือนๆ ทุกท่านคิดว่าที่ทำงานของเรายังจะจ่ายเงินเดือนให้ไหมครับ...(แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้) ความมั่นคงจากที่คิดๆไว้เริ่มจางหายแล้วใช่ไหมครับ เป็นกลุ่มคนที่ ต้อง "ทำงานเพื่อเงิน" ถ้าหยุดทำงานเราก็จะไม่ได้เงิน...(ถูกต้องใช่ไหมครับ) ทุกท่านคงจะเห็นภาพนะครับจากที่ผมกล่าวมา แล้วจะทำยังไงต่อไปดีละ....คงต้องหาอะไรทำที่ๆเราคิดว่าเราเป็นเจ้าของเองดีว่า....เข้ามาสู่ในกลุ่มที่สองกันโดยปริยาย คือกลุ่มของ S (Sale Employee) เรียกง่ายๆก็คือพวก SOLO ทำอะไรด้วยตัวคนเดียวไม่ข้องเกี่ยวกับใคร จัดการ บริหาร เองทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในความควบคุม เป็นบริษัทเล็กๆ โดยที่เราเป็นนายตัวเอง ได้กำไร ก็ดีใจ ขาดทุนมาก็มานั่งเศร้า เครียดกันต่อไป หวังว่าจะนำ ธุรกิจที่เราสร้างมากับมือ ส่งต่อไปให้รุ่นลูก รุ่นหลาน เป็นรุ่นๆไปเพื่อบริหารต่อ....เริ่มจะดีขึ้นมาจากกลุ่ม E (Employee) กลุ่มแรก แล้วใช่ไหมครับ แต่ถ้าจะให้พูดถึงความเสี่ยงแล้ว ไม่มีอะไรที่แน่นอน ใช่ไหมครับ...สมมุติ เกิดบริษัทที่เราสร้างมา ขาดทุนบ่อยๆ ดำเนินกิจการไม่ไหว ไม่มีเงินจ้างลูกน้อง หนี้สิน ก็เข้ามาเพิ่มขึ้นๆ จนถึงขั้นล้มละลาย ต่อไปนี้จะไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาของเราเพียงคนเดียวแล้วใช่ไหมครับ....แต่จะเกิดการส่งต่อปัญหาไปถึงคนอื่นๆที่ทำงานด้วยกันเป็นทอดๆไป...เพราะฉะนั้นกลุ่ม S (Sale Employee) จึงต้องเหนื่อยกว่า กลุ่ม E (Employee) มากพอสมควร บริหารด้วยตัวเอง ทุกสิ่งทุกอย่าง แน่นอนว่าแตกต่างกันตรงที่ สถานะ เท่านั้น โดย ยังคงเป็นกลุ่มที่ ต้อง "ทำงานเพื่อเงิน" ถ้าหยุดทำงานเราก็จะไม่ได้เงิน... สองกลุ่มนี้เป็น ทางฝั่งซ้าย ACTIVE INCOME ใช่ไหม ครับ
แล้วถ้าเราอยากข้ามฝั่งมาฝั่งขวา ( PASSIVE INCOME ) ทำได้ยังไงละ....
เราต้องเข้าใจของ ความหมายของทำว่า PASSIVE INCOME ก่อนนะครับ ซึ่งอยากจะแปลๆกันไปหลากหลายความหมาย แต่สำหรับความหมายที่น่าจะทำให้ทุกท่านเข้าใจง่าย ที่สุดน่าจะเป็น กลุ่มที่ "เงินทำงานให้เรา"...แต่มีเงื่อนไขด้วยนะครับว่า เราต้องยอมทำงานหนักในช่วงแรกๆ แล้ว จะสบายตลอดชีวิต โดยใช้เครื่องมือ ที่ถูกต้องและแตกต่างจาก สองกลุ่มแรก โดยสิ้นเชิง....
กลุ่มที่สาม กลุ่ม B (Business)
ในกลุ่ม B (Business) แน่นนอนว่าแค่ชื่อ ก็น่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดีใช่ไหมครับ... เป็นกลุ่มของนักธุรกิจขนาดใหญ่ ในบริษัทมีจำนวนคนในองค์กรไม่น่าจะต่ำกว่า 100 คนขึ้นไป ทำงานในแต่ละส่วนที่แตกต่างกัน ผลตอบแทนที่ได้รับ แน่นอนว่าต้องแตกต่างจากมนุษย์เงินเดือน อยู่แล้ว รู้ไหมครับเพราะสาเหตุใด
บอกใบ้ให้ง่ายๆนะครับ ในระดับของนักธุรกิจไปจนถึงขั้นผู้บริหารหรือเจ้าของบริษัท เนี่ย เงินที่พวกเขาเหล่านั้นได้มาล้วนได้มาจากการทำโปรเจคใหญ่ๆ ที่ทำเงินเข้าบริษัทเป็น ล้าน, สิบล้าน, ยี่สิบล้าน หรืออาจจะมากกว่านั้น ทำให้เงินค่าตอบแทนของพวกเขาสูง โดยคนที่ทำงานให้พวกเขาเหล่านั้นก็คือ พวกกลุ่มE (Employee) พวกมนุษย์เงินเดือนนั้นแหละครับ.....ลองคิดกันเล่นๆนะครับว่า ทำไมเราทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนให้แก่บริษัทได้มา หนึ่งล้าน, สิบล้าน, ยี่สิบล้าน แต่ทำไมเราถึงได้เงินเดือนที่เท่ากันทุกๆเดือน 3ปี - 5ปี เงินเดือนถึงจะเพิ่มขึ้น หรือต้องรอความหวังเล็กๆน้อยๆจากโบนัท ....มันไม่ยุติธรรมเลยใช่ไหมครับ ที่เราต้องทำให้พวกนี้ให้แก่บริษัท, นักธุรกิจหรือเจ้าของบริษัท เติบโต แต่กลับกัน ตัวเราเองกลับไม่ได้เติบโตไปด้วยเลย....เริ่มเห็นความแตกต่างใช่ไหมครับ การที่เราจะเข้ามาอยู่ในจุดของพวกกลุ่ม B (Business)ได้นั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย...ถ้าเราอยากจะเข้าไปเป็นนักธุรกิจ, ผู้บริหาร หรือเจ้าของบริษัทแน่นอนว่าเงินลงทุนเริ่มแรกต้องสูงไปด้วย เหมือนกับ เจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์ อยากได้ธุรกิจเป็นของตัวเองเริ่มแรกต้องมีทุนที่ค่อนข้างสูง อาศัยจ้างลูกน้องทำงานแทนเรา เราเป็นเพียงแค่ผู้บริหาร จัดการทุกสิ่งทุกอย่างให้เข้าระบบ แค่นี้เงินก็ไม่หนีไปไหน....ถึงแม้ว่าเราจะไม่ทำงาน เป็นเดือนๆ เงินก็ไม่หายไปไหน เพราะมีคนทำงานแทนอยู่แล้ว....เป็นกลุ่มที่ "เงินทำงานให้เรา" จริงๆใช่ไหมครับ
สุดท้ายนี้ เป็นกลุ่ม I (Invesment) เป็นกลุ่มของนักลงทุน พวกที่ชอบใช้ความคิดลงทุนเพื่อที่จะได้กำไร ตัวอย่างของนักลงทุน "หุ้น" ละกันนะครับ แน่นอนว่าคำสั้นๆที่ได้ใจความของการเล่นหุ้น คือ การ "ซื้อถูก ขายแพง" แน่นอนว่าเราได้กำไร แต่ ถ้า "ซื้อแพง ขายถูก" ก็ขาดทุนใช่ไหมครับ....แต่จะทำอย่างไรให้เราได้กำไรตลอดไปนั้น ผมว่าคงเป็นไปไม่ได้ใช่ไหมครับ ของแบบนี้ขึ้นอยู่กับการจัดการบริหารความเสี่ยงของแต่ละคนๆ ไป ซึ่งต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์เป็นอย่างมากในการตัดสินใจลงทุนในแต่ละครั้งจากการใช้เงินลงทุนจำนวนน้อย เพิ่มมูลค่าเปลี่ยนแปลงเป็นเงินมหาศาล ในระยะเวลาที่สั้น..แน่นอนว่าเป็นกลุ่มที่ "เงินทำงานให้เรา"อยู่ดี โดยอาศัยความรู้และประสบการณ์เพียงสั้นๆก็อาจจะเกษียณอายุการทำงานไปได้เลย....
ทุกท่านคงเข้าใจความหมายของทั้ง 4 กลุ่มกันแบบคร่าวๆ แล้วใช่ไหมครับ ต่อจากนี้อยากให้ทุกท่านเลือกเอาตามใจชอบเลยนะครับว่า อยากอยู่กลุ่มไหน ...ฝั่งซ้าย หรือ ฝั่งขวา
ส่วนมากคงจะอยากอยู่ทางฝั่งขวา กันใช่ไหมครับ แต่อาจจะติดอะไรหลายๆอย่าง ถ้าเป็นกลุ่ม B (Business) ก็คงมีปัญหาในด้านของเงินทุนที่ต้องใช้ในตอนแรกที่ค่อนข้างสูง หรือถ้าเป็น กลุ่ม I (Invesment) ก็คงยังขาดความรู้ประสบการณ์ในด้านการลงทุน จัดการบริหารความเสี่ยงอยู่ใช่ไหมครับ... เอางี้ละกันครับ มีอีกวิธีหนึ่งที่ง่ายกว่า ลงทุน ต่ำกว่า(แค่หลักพัน) ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์แต่ค่อยๆสะสมรูปแบบการทำงาน ไม่เกิน 12 เดือน ท่านได้รับเงินเข้ากระเป๋าทุกเดือน เดือนละหนึ่งแสนบาท และยังส่งต่อความโชคดีที่ท่านจะได้รับไปให้พวกเขา โดยที่ท่านมีความสุขกันทั้ง 2 ฝ่าย เหมือนที่ผม กำลังจะส่งต่อความโชคดีนี้ไปให้ท่านตอนนี้....คลิกเลยครับ
ACTIVE INCOME VS PASSIVE INCOME
จากที่ทุกท่านได้ชมคลิปไปแล้ว น่าจะเข้าใจความหมายของทั้งสอง คำนี้ดีนะครับ...
ผมเชื่อว่าคนส่วนมากน่าจะอยู่ทางฝั่งซ้าย ( ACTIVE INCOME ) กันใช่ไหมครับ ส่วนสาเหตุนั้นผมไม่ขอระบุ ละกันนะครับเชื่อว่าทุกท่านคงทราบๆกันดี จากตัวท่านเองอยู่แล้วว่าเกิดจากอะไร...?
แต่วันนี้ผมขอพูดถึงเรื่อง "ทำยังไงถึงจะข้ามมาฝั่งขวา ( PASSIVE INCOME )"...
สิ่งแรกที่ผมอยากจะแชร์ประสบการณ์ของผมเอง ซึ่ง น่าจะเป็นเรื่องของ "แนวความคิด"
แนวความคิด สำคัญกับชีวิตของเราอย่างไรครับ แน่นอนว่าสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะถ้าเกิดว่าเราใช้ชีวิตโดยผ่านไปวันๆ ไม่ได้คิดถึงวันข้างหน้า คงจะหาความแน่นอน ของชีวิตเราเองไม่ได้ใช่ไหมครับ..?
นี่แหละครับ ปัจจัยสำคัญเลย ที่ทำให้เราถูกจำกัดความสามารถของเราเอง โดยมีแนวคิดที่เหมือนๆกัน ไม่กล้าออกจากกรอบ กลุ่มแรกที่จะพูดถึงคือกลุ่ม E (Employee) ซึ่งต้องการแต่ความมั่นคง จากงานประจำ ทุกเดือน รอคอยแต่ความหวังว่าเมื่อไหร่ จะถึงสิ้นเดือน สักที...! (ไม่ได้เจตนาจะดูถูกมนุษย์เงินเดือนนะครับ)ใช้ชีวิตผ่านไปเดือน ต่อ เดือน ผ่านไป เป็นปี โดยที่ทำงานให้กับบริษัท ให้กับเจ้านาย แต่สิ่งที่ทำลงไปนั้น ไม่สามารถเป็นมรดกตกทอดเป็นของเราได้เลยส่งต่อให้ลูกหลานของเราก็ไม่ได้ .... พอเบื่อจากที่เก่า ก็เปลี่ยนที่ทำงานใหม่ เป็นแบบนี้ จนกว่าจะถูกใจ ทำงานต่อไปจนกว่าตัวเองจะเกษียณ เป็นเหมือนกับ วัฐจักร ของชีวิต วันหยุด วันพักผ่อนก็ไม่ค่อยจะมี ได้หยุดที ต้องแย่งกันกินแย่งกันเที่ยว บางที(สมมุตินะครับ)เกิดอุบัติเหตุไปทำงานไม่ได้เป็นเดือนๆ ทุกท่านคิดว่าที่ทำงานของเรายังจะจ่ายเงินเดือนให้ไหมครับ...(แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้) ความมั่นคงจากที่คิดๆไว้เริ่มจางหายแล้วใช่ไหมครับ เป็นกลุ่มคนที่ ต้อง "ทำงานเพื่อเงิน" ถ้าหยุดทำงานเราก็จะไม่ได้เงิน...(ถูกต้องใช่ไหมครับ) ทุกท่านคงจะเห็นภาพนะครับจากที่ผมกล่าวมา แล้วจะทำยังไงต่อไปดีละ....คงต้องหาอะไรทำที่ๆเราคิดว่าเราเป็นเจ้าของเองดีว่า....เข้ามาสู่ในกลุ่มที่สองกันโดยปริยาย คือกลุ่มของ S (Sale Employee) เรียกง่ายๆก็คือพวก SOLO ทำอะไรด้วยตัวคนเดียวไม่ข้องเกี่ยวกับใคร จัดการ บริหาร เองทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในความควบคุม เป็นบริษัทเล็กๆ โดยที่เราเป็นนายตัวเอง ได้กำไร ก็ดีใจ ขาดทุนมาก็มานั่งเศร้า เครียดกันต่อไป หวังว่าจะนำ ธุรกิจที่เราสร้างมากับมือ ส่งต่อไปให้รุ่นลูก รุ่นหลาน เป็นรุ่นๆไปเพื่อบริหารต่อ....เริ่มจะดีขึ้นมาจากกลุ่ม E (Employee) กลุ่มแรก แล้วใช่ไหมครับ แต่ถ้าจะให้พูดถึงความเสี่ยงแล้ว ไม่มีอะไรที่แน่นอน ใช่ไหมครับ...สมมุติ เกิดบริษัทที่เราสร้างมา ขาดทุนบ่อยๆ ดำเนินกิจการไม่ไหว ไม่มีเงินจ้างลูกน้อง หนี้สิน ก็เข้ามาเพิ่มขึ้นๆ จนถึงขั้นล้มละลาย ต่อไปนี้จะไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาของเราเพียงคนเดียวแล้วใช่ไหมครับ....แต่จะเกิดการส่งต่อปัญหาไปถึงคนอื่นๆที่ทำงานด้วยกันเป็นทอดๆไป...เพราะฉะนั้นกลุ่ม S (Sale Employee) จึงต้องเหนื่อยกว่า กลุ่ม E (Employee) มากพอสมควร บริหารด้วยตัวเอง ทุกสิ่งทุกอย่าง แน่นอนว่าแตกต่างกันตรงที่ สถานะ เท่านั้น โดย ยังคงเป็นกลุ่มที่ ต้อง "ทำงานเพื่อเงิน" ถ้าหยุดทำงานเราก็จะไม่ได้เงิน... สองกลุ่มนี้เป็น ทางฝั่งซ้าย ACTIVE INCOME ใช่ไหม ครับ
แล้วถ้าเราอยากข้ามฝั่งมาฝั่งขวา ( PASSIVE INCOME ) ทำได้ยังไงละ....
เราต้องเข้าใจของ ความหมายของทำว่า PASSIVE INCOME ก่อนนะครับ ซึ่งอยากจะแปลๆกันไปหลากหลายความหมาย แต่สำหรับความหมายที่น่าจะทำให้ทุกท่านเข้าใจง่าย ที่สุดน่าจะเป็น กลุ่มที่ "เงินทำงานให้เรา"...แต่มีเงื่อนไขด้วยนะครับว่า เราต้องยอมทำงานหนักในช่วงแรกๆ แล้ว จะสบายตลอดชีวิต โดยใช้เครื่องมือ ที่ถูกต้องและแตกต่างจาก สองกลุ่มแรก โดยสิ้นเชิง....
กลุ่มที่สาม กลุ่ม B (Business)
ในกลุ่ม B (Business) แน่นนอนว่าแค่ชื่อ ก็น่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดีใช่ไหมครับ... เป็นกลุ่มของนักธุรกิจขนาดใหญ่ ในบริษัทมีจำนวนคนในองค์กรไม่น่าจะต่ำกว่า 100 คนขึ้นไป ทำงานในแต่ละส่วนที่แตกต่างกัน ผลตอบแทนที่ได้รับ แน่นอนว่าต้องแตกต่างจากมนุษย์เงินเดือน อยู่แล้ว รู้ไหมครับเพราะสาเหตุใด
บอกใบ้ให้ง่ายๆนะครับ ในระดับของนักธุรกิจไปจนถึงขั้นผู้บริหารหรือเจ้าของบริษัท เนี่ย เงินที่พวกเขาเหล่านั้นได้มาล้วนได้มาจากการทำโปรเจคใหญ่ๆ ที่ทำเงินเข้าบริษัทเป็น ล้าน, สิบล้าน, ยี่สิบล้าน หรืออาจจะมากกว่านั้น ทำให้เงินค่าตอบแทนของพวกเขาสูง โดยคนที่ทำงานให้พวกเขาเหล่านั้นก็คือ พวกกลุ่มE (Employee) พวกมนุษย์เงินเดือนนั้นแหละครับ.....ลองคิดกันเล่นๆนะครับว่า ทำไมเราทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนให้แก่บริษัทได้มา หนึ่งล้าน, สิบล้าน, ยี่สิบล้าน แต่ทำไมเราถึงได้เงินเดือนที่เท่ากันทุกๆเดือน 3ปี - 5ปี เงินเดือนถึงจะเพิ่มขึ้น หรือต้องรอความหวังเล็กๆน้อยๆจากโบนัท ....มันไม่ยุติธรรมเลยใช่ไหมครับ ที่เราต้องทำให้พวกนี้ให้แก่บริษัท, นักธุรกิจหรือเจ้าของบริษัท เติบโต แต่กลับกัน ตัวเราเองกลับไม่ได้เติบโตไปด้วยเลย....เริ่มเห็นความแตกต่างใช่ไหมครับ การที่เราจะเข้ามาอยู่ในจุดของพวกกลุ่ม B (Business)ได้นั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย...ถ้าเราอยากจะเข้าไปเป็นนักธุรกิจ, ผู้บริหาร หรือเจ้าของบริษัทแน่นอนว่าเงินลงทุนเริ่มแรกต้องสูงไปด้วย เหมือนกับ เจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์ อยากได้ธุรกิจเป็นของตัวเองเริ่มแรกต้องมีทุนที่ค่อนข้างสูง อาศัยจ้างลูกน้องทำงานแทนเรา เราเป็นเพียงแค่ผู้บริหาร จัดการทุกสิ่งทุกอย่างให้เข้าระบบ แค่นี้เงินก็ไม่หนีไปไหน....ถึงแม้ว่าเราจะไม่ทำงาน เป็นเดือนๆ เงินก็ไม่หายไปไหน เพราะมีคนทำงานแทนอยู่แล้ว....เป็นกลุ่มที่ "เงินทำงานให้เรา" จริงๆใช่ไหมครับ
สุดท้ายนี้ เป็นกลุ่ม I (Invesment) เป็นกลุ่มของนักลงทุน พวกที่ชอบใช้ความคิดลงทุนเพื่อที่จะได้กำไร ตัวอย่างของนักลงทุน "หุ้น" ละกันนะครับ แน่นอนว่าคำสั้นๆที่ได้ใจความของการเล่นหุ้น คือ การ "ซื้อถูก ขายแพง" แน่นอนว่าเราได้กำไร แต่ ถ้า "ซื้อแพง ขายถูก" ก็ขาดทุนใช่ไหมครับ....แต่จะทำอย่างไรให้เราได้กำไรตลอดไปนั้น ผมว่าคงเป็นไปไม่ได้ใช่ไหมครับ ของแบบนี้ขึ้นอยู่กับการจัดการบริหารความเสี่ยงของแต่ละคนๆ ไป ซึ่งต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์เป็นอย่างมากในการตัดสินใจลงทุนในแต่ละครั้งจากการใช้เงินลงทุนจำนวนน้อย เพิ่มมูลค่าเปลี่ยนแปลงเป็นเงินมหาศาล ในระยะเวลาที่สั้น..แน่นอนว่าเป็นกลุ่มที่ "เงินทำงานให้เรา"อยู่ดี โดยอาศัยความรู้และประสบการณ์เพียงสั้นๆก็อาจจะเกษียณอายุการทำงานไปได้เลย....
ทุกท่านคงเข้าใจความหมายของทั้ง 4 กลุ่มกันแบบคร่าวๆ แล้วใช่ไหมครับ ต่อจากนี้อยากให้ทุกท่านเลือกเอาตามใจชอบเลยนะครับว่า อยากอยู่กลุ่มไหน ...ฝั่งซ้าย หรือ ฝั่งขวา
ส่วนมากคงจะอยากอยู่ทางฝั่งขวา กันใช่ไหมครับ แต่อาจจะติดอะไรหลายๆอย่าง ถ้าเป็นกลุ่ม B (Business) ก็คงมีปัญหาในด้านของเงินทุนที่ต้องใช้ในตอนแรกที่ค่อนข้างสูง หรือถ้าเป็น กลุ่ม I (Invesment) ก็คงยังขาดความรู้ประสบการณ์ในด้านการลงทุน จัดการบริหารความเสี่ยงอยู่ใช่ไหมครับ... เอางี้ละกันครับ มีอีกวิธีหนึ่งที่ง่ายกว่า ลงทุน ต่ำกว่า(แค่หลักพัน) ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์แต่ค่อยๆสะสมรูปแบบการทำงาน ไม่เกิน 12 เดือน ท่านได้รับเงินเข้ากระเป๋าทุกเดือน เดือนละหนึ่งแสนบาท และยังส่งต่อความโชคดีที่ท่านจะได้รับไปให้พวกเขา โดยที่ท่านมีความสุขกันทั้ง 2 ฝ่าย เหมือนที่ผม กำลังจะส่งต่อความโชคดีนี้ไปให้ท่านตอนนี้....คลิกเลยครับ
ผมเชื่อว่าโชคดีสามารถสร้างได้ และส่งต่อกันได้ ฉะนั้นเราโชคดีได้เรื่อยๆ เพราะเรามีเครื่องมือในการสร้างโชค ไม่ว่าใครก็สามารถทำได้ "
คลิกที่นี้เพื่อเปิดรับโอกาส ดีๆที่จะเข้ามา

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น